
1. แกงรัญจวน
แกงรัญจวนเป็นหนึ่งในอาหารชาววังที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยรสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม และกลิ่นหอมที่ชวนหลงใหล สูตรแกงนี้มีต้นกำเนิดจากสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเกิดจากการนำอาหารเหลือมาปรุงใหม่เพื่อไม่ให้เสียของ วิธีทำจะใช้น้ำพริกกะปิเป็นส่วนผสมหลัก เคี่ยวกับน้ำซุปจนหอม จากนั้นใส่เนื้อวัวหรือหมูต้มเปื่อย และปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ และเกลือ เพิ่มสมุนไพรไทยอย่างใบมะกรูดและโหระพาเพื่อเพิ่มความหอม กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมและอบอุ่นใจ

วัตถุดิบ
- เนื้อวัวหรือหมูต้มเปื่อย 300 กรัม
- น้ำพริกกะปิ 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำซุป 2 ถ้วย
- ใบมะกรูดฉีก 4-5 ใบ
- โหระพา 1 ถ้วย
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือเล็กน้อย
- พริกขี้หนูสด (สำหรับเพิ่มความเผ็ด) 3-5 เม็ด
ขั้นตอนการทำ
- ต้มน้ำซุปในหม้อด้วยไฟกลางจนเดือด ใส่น้ำพริกกะปิลงไป คนให้ละลายและส่งกลิ่นหอม
- ใส่เนื้อวัวหรือหมูต้มเปื่อยลงไป เคี่ยวต่อประมาณ 10 นาทีเพื่อให้เนื้อซึมซับรสชาติ
- ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ และเกลือ ชิมรสให้ได้ความเปรี้ยวหวานเค็มกลมกล่อม
- ใส่ใบมะกรูดฉีกและโหระพาลงไป คนให้เข้ากัน ใส่พริกขี้หนูสดหากต้องการเพิ่มความเผ็ด ปิดไฟทันทีเพื่อคงความสดของสมุนไพร
- ตักใส่ชาม เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ และเครื่องเคียงตามชอบ เช่น ผักสด
คล็ดลับเพิ่มเติม
- ใช้น้ำพริกกะปิที่มีกะปิคุณภาพดี จะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติที่เข้มข้น
- หากต้องการรสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น ให้เคี่ยวเนื้อในน้ำพริกกะปินานขึ้นเพื่อให้รสชาติเข้าเนื้อ
- ใส่ใบโหระพาในขั้นตอนสุดท้ายและปิดไฟทันที เพื่อให้กลิ่นหอมของสมุนไพรยังคงอยู่
- สามารถเพิ่มพริกขี้หนูบุบเพื่อเพิ่มความเผ็ดร้อนสำหรับคนที่ชอบรสจัด และเครื่องเคียงตามชอบ เช่น ผักสด
2. หมูโสร่ง
เมนูนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา หมูโสร่งเป็นหนึ่งในอาหารว่างที่สะท้อนถึงความประณีตและสร้างสรรค์ของคนไทยในยุคนั้น หมูปรุงรสอย่างพิถีพิถันถูกห่อด้วยเส้นหมี่หรือบะหมี่จีน ซึ่งต้องพันอย่างสวยงามและแน่นพอสมควร จากนั้นนำไปทอดจนเหลืองกรอบ มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน หมูโสร่งมักเสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มหวาน เช่น น้ำจิ้มบ๊วย หรือน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน และสามารถจัดจานคู่กับผักสด เช่น แตงกวา ผักชี หรือใบโหระพา เพื่อเพิ่มความสดชื่นและความสมดุลให้กับเมนูนี้
วัตถุดิบ
- หมูสับ 300 กรัม
- รากผักชี 2 ราก (สับละเอียด)
- กระเทียม 5 กลีบ (สับละเอียด)
- พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทรายเล็กน้อย
- เส้นหมี่ซั่วหรือหมี่ขาว (แช่น้ำให้นิ่ม) 100 กรัม
- น้ำมันพืชสำหรับทอด
ขั้นตอนการทำ
- ผสมหมูสับกับรากผักชี กระเทียม และพริกไทยให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาล คลุกเคล้าให้เนื้อหมูเหนียว
- ปั้นหมูสับที่ปรุงรสแล้วเป็นก้อนกลมขนาดพอดีคำ
- นำเส้นหมี่ที่แช่น้ำจนนิ่มมาพันรอบลูกหมูให้แน่น จัดทรงให้สวยงาม
- ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใช้ไฟกลาง เมื่อน้ำมันร้อนให้ใส่หมูโสร่งลงทอดจนเหลืองกรอบทั่วทั้งชิ้น
- ตักขึ้นพักบนกระดาษซับน้ำมันเพื่อเอาน้ำมันส่วนเกินออก

เคล็ดลับเพิ่มเติม
- การปรุงหมูควรนวดให้เนื้อหมูมีความเหนียวก่อนนำไปพันเส้นหมี่ จะช่วยให้หมูไม่หลุดง่ายขณะทอด
- ใช้ไฟกลางในการทอด เพื่อให้หมูสุกทั่วถึงและเส้นหมี่ไม่ไหม้
- หากใช้หมี่ซั่ว ควรล้างให้สะอาดเพื่อลดความเค็มก่อนนำไปพันหมู
- สามารถเติมเครื่องเทศเพิ่มเติม เช่น ผงลูกจันทน์เทศเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความหอม
3. ข้าวแช่
ข้าวแช่เป็นอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับความนิยมในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะในวันสงกรานต์ ข้าวแช่ประกอบด้วยข้าวหอมมะลิที่แช่ในน้ำเย็นหอม ๆ และเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงหลากหลายชนิดที่ให้รสชาติหวาน เค็ม และเผ็ดเล็กน้อย ทำให้ข้าวแช่มีรสชาติกลมกล่อมสดชื่น และได้รับความนิยมจากทั้งเด็กและผู้ใหญ่

วัตถุดิบ
- ข้าวหอมมะลิ 1 ถ้วย
- น้ำดอกมะลิ (หรือดอกไม้หอมอื่นๆ เช่น ดอกมะลิหรือดอกจำปา) 2 ถ้วย
- เนื้อปลาแห้ง (ปลาอินทรีย์หรือปลาแห้งชนิดอื่น) 100 กรัม
- กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกหยวก 1-2 เม็ด (หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ)
- ผักสด เช่น ถั่วฝักยาว, แตงกวา (หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ)
- หมูหวาน 50 กรัม
- กุ้งแห้ง หรือ กุ้งสด (ตามความชอบ)
- น้ำตาลปี๊บ (ถ้าต้องการให้หวาน)
- เกลือ และ น้ำปลา สำหรับปรุงรส
ขั้นตอนการทำ
-
เตรียมข้าว:
- ล้างข้าวหอมมะลิให้สะอาด และแช่น้ำประมาณ 30 นาที
- นำข้าวที่แช่น้ำแล้วไปหุงในหม้อหุงข้าว หรือใช้กะทะหุงข้าวโดยใช้วิธีการหุงข้าวปกติ
- เมื่อข้าวสุกแล้วให้พักข้าวไว้จนเย็น
-
เตรียมน้ำดอกมะลิ:
- ต้มน้ำแล้วใส่ดอกมะลิลงไปในน้ำต้มเพื่อให้น้ำมีกลิ่นหอม (หรือสามารถใช้น้ำดอกไม้สำเร็จรูป)
- ปรับรสด้วยการเติมน้ำตาลปี๊บและเกลือเล็กน้อย เพื่อให้น้ำดอกมะลิมีรสชาติหวานอมเค็ม
-
เตรียมเครื่องเคียง:
- เนื้อปลาแห้ง: นำปลาแห้งมาผัดในน้ำมันร้อนจนกรอบ
- กระเทียมเจียว: เจียวกระเทียมในน้ำมันจนหอม
- พริกหยวก: หั่นพริกหยวกเป็นชิ้นเล็ก ๆ
- ผักสด: ล้างและหั่นผักที่ใช้เป็นเครื่องเคียง เช่น แตงกวาและถั่วฝักยาว
-
การจัดเสิร์ฟ:
- ใส่ข้าวหอมมะลิที่แช่เย็นลงในชาม
- ราดน้ำดอกมะลิลงไปให้พอเหมาะ
- จัดเครื่องเคียงต่าง ๆ ลงในชาม เช่น ปลาแห้ง, กระเทียมเจียว, พริกหยวก, หมูหวาน, ผักสด และกุ้ง
เคล็ดลับเพิ่มเติม
- ข้าวต้องหอม: เลือกข้าวหอมมะลิที่คุณภาพดี หอมและนุ่ม เมื่อหุงเสร็จแล้วให้พักข้าวไว้จนเย็น เพื่อให้ข้าวไม่เปียกหรือละเอียดเมื่อแช่ในน้ำ
- น้ำดอกมะลิหอม: การใช้น้ำดอกมะลิหรือดอกมะลิสดจะทำให้น้ำที่ใช้ราดข้าวมีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น ควรใช้ดอกไม้สดเพื่อให้ได้กลิ่นหอมจากธรรมชาติ
- การเตรียมเครื่องเคียง: เครื่องเคียงสามารถปรับเปลี่ยนตามความชอบ เช่น การเพิ่มกุ้งสดหรือปลาย่างเพื่อให้มีความหลากหลายของรสชาติ
- เพิ่มความหวาน: ถ้าต้องการรสหวานล้ำให้เติมน้ำตาลปี๊บลงในน้ำดอกมะลิเล็กน้อย
4. แกงคั่วหอยขม
แกงคั่วหอยขมเป็นอาหารไทยที่มีรสชาติเค็มเผ็ด กลมกล่อม ด้วยการใช้หอยขมสดๆ มาคั่วกับเครื่องแกงและสมุนไพรต่างๆ สร้างกลิ่นหอมชวนทาน เมนูนี้เป็นที่นิยมในภาคกลาง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่หอยขมมีมาก และมักเสิร์ฟคู่กับข้าวสวยร้อนๆ
วัตถุดิบ
- หอยขมสด 500 กรัม
- น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
- เครื่องแกงคั่ว (ประกอบด้วยพริกแห้ง 5-6 เม็ด, ตะไคร้ 2 ต้น, ข่า 2 ชิ้น, กระเทียม 5 กลีบ, หอมแดง 2 หัว, กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ)
- น้ำปลาร้า 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
- ใบโหระพา 1 ถ้วย
- ใบมะกรูดฉีก 3-4 ใบ
- น้ำซุป 2 ถ้วย
- พริกขี้หนู (เพิ่มความเผ็ด) 3-5 เม็ด
ขั้นตอนการทำ
-
เตรียมเครื่องแกงคั่ว:
- โขลกพริกแห้ง, ตะไคร้, ข่า, กระเทียม, หอมแดง และกะปิรวมกันจนละเอียด
-
คั่วเครื่องแกง:
- ตั้งกระทะบนไฟกลาง ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย จากนั้นใส่เครื่องแกงที่โขลกแล้วลงไปคั่วจนหอม
-
ใส่หอยขม:
- เมื่อเครื่องแกงหอมแล้ว ใส่หอยขมลงไปคั่วให้เข้ากันกับเครื่องแกง
-
เติมน้ำซุปและปรุงรส:
- เติมน้ำซุปลงไปในกระทะ ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าและน้ำตาลปี๊บ ชิมรสตามชอบ
-
เพิ่มสมุนไพร:
- ใส่ใบโหระพาและใบมะกรูดฉีกลงไป คนให้เข้ากัน ปิดไฟ
-
เสิร์ฟ:
- ตักแกงคั่วหอยขมใส่ชาม เสิร์ฟคู่กับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียว

เคล็ดลับเพิ่มเติม
- ใช้หอยขมสด เพื่อให้รสชาติหวานและกรอบของหอยขมมาเต็มที่
- หากไม่ชอบรสเผ็ดมาก สามารถลดปริมาณพริกขี้หนูลงได้
- การใช้ปลาร้าในสูตรจะช่วยเพิ่มรสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อมให้แกงคั่วหอยขม
- สามารถเพิ่มใบมะกรูดและใบโหระพาในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม
5. น้ำพริกลงเรือ
น้ำพริกลงเรือเป็นอาหารพื้นบ้านของไทยที่มีรสชาติเผ็ดจัดจ้าน เปรี้ยวหวานกลมกล่อม และหอมสมุนไพร มีชื่อเสียงในภาคกลาง โดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรสงคราม เมนูนี้จะใช้ปลาหรืออาหารทะเลต่างๆ เป็นส่วนประกอบหลัก น้ำพริกนี้ทำจากการนำพริกสดและเครื่องแกงมาผัดให้หอมแล้วใส่เนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์ลงไปเคี่ยว จนได้รสชาติกลมกล่อมและเผ็ดร้อน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยและผักสดหลากหลายชนิด

วัตถุดิบ
- กุ้งสด 100 กรัม (สามารถใช้ปลาหรือหมูสับแทนได้)
- พริกขี้หนูสวน 10-15 เม็ด (ตามความชอบ)
- กระเทียม 5 กลีบ
- หอมแดง 3 หัว
- กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 1-2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำซุป (หรือน้ำเปล่า) 1/2 ถ้วย
- ผักสด เช่น ถั่วฝักยาว, มะเขือเปราะ, แตงกวา (สำหรับทานคู่กับน้ำพริก)
- ใบมะกรูด 2 ใบ (หากต้องการ)
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ (สำหรับผัด)
ขั้นตอนการทำ
-
โขลกเครื่องแกง:
- โขลกพริกขี้หนู, กระเทียม, หอมแดง และกะปิให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน
-
ผัดเครื่องแกง:
- ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช จากนั้นใส่เครื่องแกงที่โขลกแล้วลงไปผัดในกระทะจนหอมและเข้ากัน
-
ใส่กุ้งหรือเนื้อสัตว์:
- ใส่กุ้งสด (หรือเนื้อปลาหรือหมูสับ) ลงไปผัดให้เข้ากับเครื่องแกงจนสุก
-
ปรุงรส:
- เติมน้ำซุป (หรือน้ำเปล่า) ลงไปผัดให้เข้ากันและให้มีความข้น
- ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ, น้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมรสให้ได้ความหวาน เค็ม เปรี้ยว และเผ็ดตามชอบ
-
เพิ่มสมุนไพร:
- ใส่ใบมะกรูดฉีกลงไปในกระทะเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม
-
เสิร์ฟ:
- ตักน้ำพริกลงเรือใส่ชาม เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ และผักสดหลากหลายชนิด เช่น ถั่วฝักยาว, มะเขือเปราะ, แตงกวา หรือผักอื่น ๆ ตามชอบ
แหล่งที่มา : www.foodequipment.co.th/